เมื่อสหรัฐฯต้องการกลับมาสร้างอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:การทูตวัคซีน

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตยซีเอ็นเอ็นรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 มาแจกจ่ายให้กับประเทศยากจนสำหรับประเทศไทยนั้น แม้จะไม่ใช่ประเทศยากจน แต่อาจจะเป็นประเทศอยากจนที่กำลังจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์อีกหนึ่งล้านโดส หลังจากส่งมาให้หนึ่งล้านโดสเศษแล้ว ข่าวว่าที่ล่าช้าเพราะทางประเทศไทย ยังไม่ได้มีหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการ โดยนางแทมมี่ ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกผู้ซึ่งเป็นผู้ไปวิ่งเต้นให้สหรัฐฯส่งวัคซีนมาช่วยไทย บอกเล่าให้กับหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ไปเยี่ยมคารวะแต่เมื่อผู้สื่อข่าวมาถามรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ปัดว่าไม่เป็นความจริง ของฟรีใครจะไม่รับ แต่เมื่อมีการตรวจสอบกันไปมาจากนักข่าว ก็พบว่าต้นเรื่องหนังสือตอบรับอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ และขณะนี้รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย กำลังอยู่ในนิวยอร์ก เพื่อร่วมประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติ จึงคาดกันว่านายดอน อาจจะไปดำเนินการต่อหลังการประชุมมา แต่เมื่อนักข่าวตามเรื่องต่อก็ได้ความจากรมต.สาธารณสุขว่าเรื่องไปอยู่ที่สถานทูตสหรัฐฯยังไม่มีหนังสือแจ้งมายังรัฐบาลไทยและเราไม่กล้าไปเร่งรัดจะเสียมารยาท เอ้าเกิดมาหน้าบางกับความเป็นความตายของประชาชนเอาตอนนี้ ถามจริงตามวิถีทางการทูตรมต.ต่างประเทศจะยกโทรศัพท์คุยกับทูตสหรัฐฯไม่ได้เชียวหรือ ผิดมารยาทหรือแค่ถามไถ่ นี่เลยยังไม่รู้ว่าเรื่องจริงๆมันเป็นยังไง แต่รู้สึกเซ็งมากกับรัฐราชการกลับมาที่สหรัฐฯซึ่งในขณะนี้กำลังมีปัญหาเผชิญหน้าเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด นั่นคือ มีวัคซีนเหลืออยู่มาก และกำลังจะหมดอายุ ซึ่งจำนวนวัคซีนที่กำลังจะหมดอายุนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน จากการที่วันหมดอายุใกล้เข้ามาทุกวัน โดยรายงานของสมาคมสื่อสหรัฐฯดังเช่น วัคซีนจอห์นสันแอนจอห์นสัน จำนวนหลายล้านโดส ได้หมดอายุไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนรัฐเทนเนสซีและรัฐแคโรไลน่า ลดจำนวนความต้องการวัคซีนลงเป็นจำนวนมากจากรัฐบาลกลาง และได้ส่งคืนวัคซีนไปอีกเป็นจำนวนมาก เพราะมันจะหมดอายุ ทว่าประชากรที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส ยังไม่ถึงครึ่ง ส่วนรัฐโอคลาโฮมา ไม่ขอรับวัคซีนใหม่อีกจากรัฐบาลกลางมาหนึ่งเดือนแล้วในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชาวแอฟริกันได้ฉีดวัคซีนเพียง 2.1% และมันแค่เข็มแรกเท่านั้น ทั้งนี้โดยสถานการณ์ปัจจุบันทั่วทั้งโลกรวมกันต่างก็มีความต้องการที่จะได้วัคซีนและกระจายออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันการณ์ และก็จะเป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก หากจะต้องทิ้งวัคซีนที่หมดอายุ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วได้ตุนไว้เป็นจำนวนมาก มากกว่าจำนวนประชากรหลายเท่านี่ก็เป็นอุบัติการณ์อย่างหนึ่งของความแตกต่างกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจำเป็นจะต้องลดช่องว่างลง นี่ยังไม่นับช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนภายในประเทศก็กำลังห่างออกไปทุกทีช่องว่างของวัคซีนที่มีฉีดในประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วก็เป็นตัวชี้วัดได้ตัวหนึ่งที่จำเป็นต้องทำให้ลดลงโดยเร็ว เพื่อมนุษยธรรม คุณธรรม และจะเป็นประโยชน์โดยรวม เพราะตราบใดที่ยังมีประชากรในโลกจำนวนมาก ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยากจะลดลงแม้ว่าวัคซีนจะไม่ได้ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด แต่มันจะช่วยให้อัตราการตายลดลง และความรุนแรงของโรคก็จะลดลงด้วย จนในที่สุดโควิดก็จะมีสภาพเหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดาแต่ในปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตจากไว้รัสก็ยังมีจำนวนสูงนับพัน นับหมื่นทั่วโลก หากเป็นไปในอัตราปัจจุบันกว่าชาวโลกจะได้วัคซีนครบถ้วนก็ประมาณ ค.ศ.2023ดังนั้นการกระจายวัคซีนขนานใหญ่ และอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก จึงเป็นทางเดียวที่จะทำให้ชาวโลกผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปได้ มิฉะนั้นการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคที่พยายามปรับตัวให้รอดพ้นจากประสิทธิภาพของวัคซีน จะทำให้เกิดหายนะได้ ด้วยการขยายตัวออกไปของการแพร่ระบาด ซึ่งได้ทำลายเศรษฐกิจไปแล้วนับหลายแสนล้านดอลลาร์วัคซีนเท่านั้นที่จะช่วยลดข้อจำกัดที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่อาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และเสรีภาพในการเดินทางไปมาระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ภายในประเทศ ซึ่งทั้งโลกต่างก็กำลังลำบากกันอยู่แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำนี้ไม่ได้กระทบเพียงประเทศพัฒนาแล้วที่มีขีดความสามารถในการฟื้นตัวได้ไม่ยาก ทว่ามันเป็นภาระที่หนักหน่วงกับประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดทั้งงบประมาณ และ ขาดความพร้อมทางโครงสร้างของสังคมบางประเทศอาจจะฟื้นตัวได้ดีกว่าบางประเทศด้วยนโยบายที่ถูกต้อง และชาญฉลาด แต่อีกหลายประเทศคงจะทรุดหนักกว่าจะฟื้นได้ต้องใช้เวลาอีกนานถ้าช่องว่างของการฉีดซีน ยังคงเป็นอยู่แบบนี้ โลกก็ตกอยู่บนความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดช่องว่างความยากจน และความไม่เท่าเทียมกัน ที่สะสมมานานหลายสิบปี จนทำให้เกิดความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคต่างๆ และต้นทุนในการแก้ปัญหาที่กระทบไปทั่วโลกนี้ จากประเทศพัฒนาแล้ว ย่อมสูงมากกว่าการให้ความร่วมมือกันช่วยประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องวัคซีน เพราะมันไม่คุ้มค่ากันเลยหากปล่อยให้บริษัทเอกชนในประเทศของตนแสวงกำไรจากการขูดรีดประเทศยากจนอย่างไรก็ตามสหรัฐฯก็คงยังใช้นโยบายการทูตวัคซีนกับประเทศต่างๆ นั่นคือให้ความช่วยเหลือประเทศที่จะยอมโอนอ่อนผ่อนตามแนวนโยบายของสหรัฐฯ และมองข้ามประเทศที่แข็งขืน ซึ่งควรจะปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้สหรัฐฯก็ไม่ควรจะกีดกันวัคซีนจากจีนและรัสเซียเพราะอย่างน้อยก็ยังมีส่วนช่วยชะลอการสูญเสียลงได้ไม่มากก็น้อยในการนี้สหรัฐฯได้นำเสนอแนวทางแบบมาแชลแพลน ที่เคยใช้มาในยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อฟื้นฟูยุโรป แต่จุดมุ่งหมายต้องการนำหน้าจีน และรัสเซียในทางการเมืองร่างแผนมาแชลฯระบุว่า “ให้ขยายการผลิตวัคซีนและสร้างความมั่นใจว่าจะขยายการกระจายวัคซีนออกเป็นจำนวนมากและกว้างขวาง ด้วยแนวทางนี้จะทำให้สหรัฐฯสามารถยกระดับของตนเองได้เหนือการรัสเซียและจีน”ดังนั้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิดนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จึงได้นำเสนอแผนที่คล้ายกับแผนมาร์แชล ซึ่งตามแผนมาร์แชลนั้นได้จัดให้มีงบประมาณเงินกู้ การอุดหนุน และการสนับสนุนอื่นแก่ประเทศในยุโรป ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นลำดับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ดังนั้นจึงเชื่อกันว่าทรัพยากรเหล่านี้ตามแผนมาร์แชลใหม่จะช่วยให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณสหรัฐฯที่จะเป็นผู้นำในการริเริ่มให้ความช่วยเหลือในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านวัคซีนหวังว่าประเทศมหาอำนาจอื่นๆจะร่วมมือกันเพื่อต่อสู้ในสงครามกับโควิด-19 แทนการเผชิญหน้า หรือแทนการปะทะกันด้วยอาวุธ เพราะมันมีแต่จะทำให้โลกย่อยยับลงไปในที่สุดในความเป็นจริงนอกจากการระบาดของโควิด-19 อันมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโลกแล้ว มนุษย์ยังจะต้องเผชิญกับความผันผวนทางภูมิอากาศอันเกิดจากภาวะโลกร้อน ซึ่งก็มาจากน้ำมือของมนุษย์นั่นเองสำหรับผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านการฉีดวัคซีน จะด้วยได้รับข้อมูลทางลบมาจากแหล่งใดก็แล้วแต่ ก็ย่อมเป็นสิทธิของท่านที่จะปฏิเสธการฉีดวัคซีน ทว่าลองพิจารณาดูว่าถ้าคนส่วนใหญ่ต้องย่อยยับไปด้วยพิษของวัคซีนตามที่กล่าวอ้างถึง เราจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร และไม่ว่าเราจะทำอย่างไร เกิดมาเราก็ต้องตายทุกคนอย่างแน่นอน

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

为您推荐